ถั่งเช่าเป็นสมุนไพรจีนที่คนไทยรู้จักกันดี พบได้ทั้งในอาหารเสริม เครื่องดื่ม และตำรับบำรุงร่างกาย แต่ถั่งเช่าที่วางขายในท้องตลาดมีหลายชนิด ราคาต่างกันมาก และฉลากบางชนิดก็อ่านแล้วชวนสับสน

บทความนี้เจาะลึกเรื่องถั่งเช่าโดยเฉพาะ ตั้งแต่ที่มาของชื่อ ความต่างระหว่างถั่งเช่าทิเบตกับถั่งเช่าสีทอง การเพาะเลี้ยง สารสำคัญ ไปจนถึงวิธีอ่านฉลากและข้อควรระวัง เนื้อหาเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากอยากเปรียบเทียบกับสมุนไพรอื่น ดูเพิ่มได้ที่ โสม ถั่งเช่า เห็ดหลินจือ ต่างกันอย่างไร

ถั่งเช่า คืออะไร

ถั่งเช่าเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่เจริญบนตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อ เมื่อสปอร์ของเชื้อราเข้าไปเจริญในตัวหนอน เส้นใยจะค่อย ๆ แทรกอยู่ภายในตัว จากนั้นจึงงอกก้านเล็ก ๆ ออกมาจากตัวหนอน ก้านนี้คือส่วนที่เรียกว่า ดอกหรือตัวดอก (fruiting body) ซึ่งมีลักษณะคล้ายหญ้าต้นเล็ก ๆ ชูขึ้นมาเหนือพื้นดิน

ชื่อเรียกในภาษาจีนคือ 冬虫夏草 อ่านว่า "ตงฉงเซี่ยเฉ่า" แปลตามตัวอักษรได้ว่า "หนอนในฤดูหนาว หญ้าในฤดูร้อน" เพราะคนโบราณสังเกตว่าในหน้าหนาวเห็นเป็นตัวหนอน พอถึงหน้าร้อนกลับมีต้นคล้ายหญ้างอกออกมา คำว่า "ถั่งเช่า" ในภาษาไทยมาจากเสียงอ่านภาษาจีนแต้จิ๋วของชื่อย่อ 虫草 ซึ่งแปลว่า "หนอน-หญ้า"

ถั่งเช่าทิเบต (Ophiocordyceps sinensis)

ถั่งเช่าทิเบตมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ophiocordyceps sinensis ซึ่งในอดีตเรียกว่า Cordyceps sinensis พบตามธรรมชาติบนที่ราบสูงทิเบตและเทือกเขาหิมาลัย ที่ระดับความสูงมาก อากาศหนาวเย็น ชาวบ้านต้องออกไปเก็บด้วยมือในช่วงฤดูกาลสั้น ๆ ในแต่ละปี

เพราะหายาก เก็บยาก และเติบโตได้เฉพาะในสภาพแวดล้อมเฉพาะตัว ถั่งเช่าทิเบตแท้จากธรรมชาติจึงมีราคาสูงมาก และการเพาะเลี้ยงให้ได้ดอกแบบในธรรมชาติเชิงพาณิชย์ยังทำได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่ระบุว่ามี "Cordyceps sinensis" จึงไม่ได้ใช้ดอกที่เก็บจากธรรมชาติ แต่ใช้เส้นใย (mycelium) ที่เลี้ยงด้วยการหมักในห้องปฏิบัติการหรือโรงงาน เส้นใยคือส่วนลำตัวของเชื้อราที่เจริญในอาหารเลี้ยงเชื้อ ส่วนดอกคือส่วนที่งอกออกมาเพื่อสืบพันธุ์ ทั้งสองส่วนมีองค์ประกอบทางเคมีที่คล้ายกันบางส่วนและต่างกันบางส่วน การที่ผลิตภัณฑ์ใช้เส้นใยจึงไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผู้บริโภคควรรู้ว่าตนเองซื้ออะไรอยู่

ถั่งเช่าสีทอง (Cordyceps militaris)

ถั่งเช่าสีทองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cordyceps militaris ดอกมีสีส้มทองสดใส จึงเป็นที่มาของชื่อ เป็นเชื้อราที่เพาะเลี้ยงได้ง่ายกว่ามาก โดยสามารถเลี้ยงบนอาหารจำพวกธัญพืชหรือข้าว ในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยตัวหนอนจริง

ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทองอย่างแพร่หลายในประเทศไทย จึงมีราคาเข้าถึงได้และพบเห็นในผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ ทั้งแคปซูล ผงชงดื่ม เครื่องดื่มพร้อมดื่ม และดอกแห้งสำหรับต้มน้ำ

เปรียบเทียบถั่งเช่าทิเบตกับถั่งเช่าสีทอง

  • แหล่งที่มา: ถั่งเช่าทิเบตพบในธรรมชาติบนที่ราบสูงทิเบตและหิมาลัย ส่วนถั่งเช่าสีทองส่วนใหญ่มาจากการเพาะเลี้ยงในโรงเรือน
  • ลักษณะ: ถั่งเช่าทิเบตมีก้านสีน้ำตาลออกจากตัวหนอนแห้ง ส่วนถั่งเช่าสีทองมีดอกสีส้มทองเป็นแท่งยาว
  • การเพาะเลี้ยง: ถั่งเช่าทิเบตเพาะให้ได้ดอกเชิงพาณิชย์ได้ยาก มักใช้เส้นใยที่หมักแทน ส่วนถั่งเช่าสีทองเพาะบนอาหารธัญพืชได้
  • ระดับราคา: ถั่งเช่าทิเบตแท้จากธรรมชาติราคาสูงมาก ส่วนถั่งเช่าสีทองราคาเข้าถึงได้
  • รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่พบบ่อย: ถั่งเช่าทิเบตพบเป็นสารสกัดหรือเส้นใยในอาหารเสริม ส่วนถั่งเช่าสีทองพบทั้งดอกแห้ง ผง แคปซูล และเครื่องดื่ม

สารสำคัญในถั่งเช่า

สารที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดคือ คอร์ไดเซปิน (cordycepin) ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายสารกลุ่มนิวคลีโอไซด์ โดยทั่วไปมีรายงานว่าพบในถั่งเช่าสีทองมากกว่าถั่งเช่าทิเบต นอกจากนี้ยังมีอะดีโนซีน (adenosine) และโพลีแซ็กคาไรด์ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตสายยาวที่พบในเห็ดราหลายชนิด

ปริมาณของสารเหล่านี้ไม่คงที่ ขึ้นกับสายพันธุ์ ส่วนที่นำมาใช้ว่าเป็นดอกหรือเส้นใย วิธีเพาะเลี้ยง และกระบวนการสกัด ผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อจึงอาจมีองค์ประกอบต่างกันได้ แม้จะระบุชื่อถั่งเช่าเหมือนกัน

การใช้ถั่งเช่าตามตำรับจีน

ในการแพทย์แผนจีนดั้งเดิม ถั่งเช่าถูกจัดเป็นของบำรุง (tonic) ที่ใช้ในตำรับอาหารและยาสมุนไพรของผู้ที่ต้องการเสริมกำลังร่างกาย มักปรุงรวมกับเนื้อสัตว์ในรูปแบบซุปหรือตุ๋น การใช้ลักษณะนี้เป็นความเชื่อและประเพณีที่สืบทอดกันมา ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับถั่งเช่า

มีการศึกษาถั่งเช่าทั้งในห้องปฏิบัติการ ในสัตว์ทดลอง และในมนุษย์กลุ่มเล็ก ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น สมรรถภาพทางกายและความเหนื่อยล้า อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังไม่สม่ำเสมอ งานวิจัยจำนวนมากใช้สายพันธุ์ รูปแบบ และขนาดที่แตกต่างกัน จึงยังสรุปผลได้ไม่ชัดเจน และต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติมอีกมาก ผลจากหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองไม่ได้แปลว่าจะเกิดผลแบบเดียวกันในคนทุกคน

วิธีอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ถั่งเช่า

เมื่อเห็นคำว่า "ถั่งเช่า" บนบรรจุภัณฑ์ ลองตรวจสอบสิ่งต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจซื้อ

  • ชนิดของถั่งเช่า: ฉลากระบุชื่อวิทยาศาสตร์ชัดเจนหรือไม่ เป็น sinensis หรือ militaris
  • ส่วนที่ใช้: เป็นดอก เส้นใย หรือสารสกัด ถ้าฉลากไม่บอกควรสอบถามผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย
  • เลข อย.: ตรวจสอบว่าเลขตรงกับชื่อผลิตภัณฑ์ในฐานข้อมูลของ อย.
  • มาตรฐาน GMP และผู้ผลิต: มีชื่อและที่อยู่ผู้ผลิตชัดเจน
  • วันผลิตและวันหมดอายุ (MFG/EXP): ระบุครบและยังไม่หมดอายุ

ควรระวังสินค้าที่โฆษณาว่า "รักษาโรค" ได้ เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา และไม่สามารถอ้างสรรพคุณแบบนั้นได้ รวมถึงสินค้าที่อ้างว่าเป็น "ถั่งเช่าทิเบตแท้" แต่ราคาถูกผิดปกติ เพราะถั่งเช่าทิเบตจากธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก หลักการเลือกโดยรวมดูเพิ่มได้ที่ วิธีเลือกอาหารเสริมผู้ชายให้ปลอดภัย

ถั่งเช่าในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ชาย

ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ชาย มักพบถั่งเช่าถูกใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น โสมและกระชายดำ ตามแนวคิดของตำรับบำรุงกำลังที่ใช้กันมาในหลายวัฒนธรรม

ตัวอย่างหนึ่งคือ HULX (Dr.X) ซึ่งมีสารสกัดถั่งเช่า (Cordyceps sinensis Extract) เป็นหนึ่งใน 10 ส่วนผสม เลข อย. 73-1-02663-5-0014 ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา

ข้อควรระวังในการรับประทานถั่งเช่า

กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ได้แก่

  • ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยากดภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ที่มีโรคภูมิต้านตนเอง
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่นเป็นประจำ

บางคนอาจมีอาการไม่สบายท้อง เช่น แน่นท้องหรือท้องเสีย หากรับประทานแล้วมีอาการผิดปกติ ควรหยุดรับประทานและไปพบแพทย์ และควรรับประทานตามวิธีและปริมาณที่ระบุบนฉลากเท่านั้น

สรุป

ถั่งเช่าเป็นสมุนไพรดั้งเดิมที่ได้รับความนิยม แต่ไม่ใช่ทุกชนิดที่เหมือนกัน ควรรู้ว่ากำลังซื้อถั่งเช่าทิเบตหรือถั่งเช่าสีทอง เป็นดอกหรือเส้นใย แล้วเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากชัดเจนและมีเลข อย. รับประทานอย่างพอเหมาะ และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทดแทนการดูแลทางการแพทย์ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร