ขิงเป็นสมุนไพรใกล้ตัวที่คนไทยคุ้นเคยมาตั้งแต่ครัวบ้านจนถึงร้านอาหาร ทั้งใส่ในแกง ผัด ต้ม และเครื่องดื่มร้อน ๆ กลิ่นหอมและรสเผ็ดอุ่นของขิงทำให้ขิงเป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่วัฒนธรรมอาหารของเอเชียมานานหลายศตวรรษ
บทความนี้พาไปรู้จักขิงให้มากขึ้น ตั้งแต่ลักษณะของพืช สารสำคัญ การใช้ตามภูมิปัญญา งานวิจัยเบื้องต้น ไปจนถึงข้อควรระวังก่อนรับประทาน เนื้อหาเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
ขิง คืออะไร
ขิงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale อยู่ในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับข่า ขมิ้น กระชาย และกระชายดำ ส่วนที่นำมาใช้คือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน มีเนื้อสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเฉพาะตัว และรสเผ็ดร้อน
ขิงที่เราพบเห็นมีทั้งแบบสดและแบบแห้ง ขิงสดนิยมใช้ปรุงอาหารและชงเครื่องดื่ม ส่วนขิงแห้งมักบดเป็นผงหรือหั่นแล้วตากแห้ง เก็บไว้ได้นานและใช้สะดวก
นอกจากนี้ยังแบ่งตามอายุของเหง้าได้เป็น 2 แบบ
- ขิงอ่อน เนื้อนุ่ม ผิวบาง สีอ่อน รสเผ็ดไม่มาก นิยมนำมาดองหรือทำสลัด
- ขิงแก่ เนื้อแน่น เส้นใยมาก ผิวหนา รสเผ็ดร้อนกว่า เหมาะกับการต้มน้ำขิงและปรุงอาหารที่ต้องการรสจัด
สารสำคัญในขิง
รสเผ็ดร้อนของขิงมาจากสารกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า จินเจอรอล (gingerols) ซึ่งพบมากในขิงสด เมื่อขิงถูกทำให้แห้งหรือผ่านความร้อน สารจินเจอรอลบางส่วนจะเปลี่ยนรูปไปเป็นสารที่เรียกว่า โชกาออล (shogaols) ซึ่งมีรสเผ็ดร้อนจัดกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ขิงสด ขิงแห้ง และน้ำขิงต้มสุก มีรสและกลิ่นต่างกันเล็กน้อย
ขิงยังมีน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นเฉพาะตัว ปริมาณของสารเหล่านี้แตกต่างกันตามสายพันธุ์ แหล่งปลูก อายุของเหง้า และวิธีการแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากขิงแต่ละยี่ห้อจึงอาจมีองค์ประกอบไม่เท่ากัน
การใช้ขิงตามภูมิปัญญาไทยและเอเชีย
ในครัวไทย ขิงถูกใช้อย่างแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น น้ำขิงร้อน ขิงดอง ไก่ผัดขิง ต้มส้ม และเครื่องดื่มสมุนไพรหลายชนิด ขิงช่วยแต่งกลิ่นและตัดความคาวของอาหารได้ดี
ตามตำราการแพทย์แผนไทย ขิงจัดเป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อน มีฤทธิ์ร้อน และถูกใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อขับลม บรรเทาอาการท้องอืดแน่นท้อง ซึ่งเป็นการใช้ที่สืบทอดกันมาตามประสบการณ์ ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์
ในแถบเอเชียอื่น ๆ ก็มีการใช้ขิงในลักษณะคล้ายกัน เช่น ในตำรับแพทย์แผนจีนที่นำขิงมาใช้ในอาหารและเครื่องดื่มอุ่น ๆ และในอายุรเวทของอินเดียที่ถือว่าขิงเป็นสมุนไพรประจำครัวที่ใช้กันทั่วไป ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อและการใช้ตามประเพณีของแต่ละท้องถิ่น
งานวิจัยเกี่ยวกับขิง
ขิงเป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจจากนักวิจัยมาก โดยมีการศึกษาในมนุษย์เกี่ยวกับการใช้ขิงเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ในบางสถานการณ์ รวมถึงมีงานวิจัยเบื้องต้นในหัวข้ออื่น เช่น เรื่องการย่อยอาหาร และตัวชี้วัดบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาที่ผ่านมายังไม่สม่ำเสมอ งานวิจัยจำนวนไม่น้อยมีขนาดเล็ก ใช้รูปแบบของขิงและปริมาณที่แตกต่างกัน จึงยังสรุปผลได้ไม่ชัดเจน และยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก การเห็นว่ามีงานวิจัยเรื่องหนึ่งไม่ได้หมายความว่าขิงจะให้ผลแบบเดียวกันกับทุกคน
ขิงในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ชาย
ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแนวสมุนไพรสำหรับผู้ชาย มักพบขิงถูกใช้ร่วมกับสมุนไพรกลุ่มฤทธิ์อุ่นชนิดอื่น เช่น กระชายดำและโสม ตามแนวคิดของตำรับบำรุงกำลังที่ใช้กันมาในหลายวัฒนธรรม
ตัวอย่างหนึ่งคือ HULX (Dr.X) ซึ่งมีสารสกัดขิงเป็นหนึ่งใน 10 ส่วนผสม (เลข อย. 73-1-02663-5-0014) ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา และไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ทดแทนการดูแลทางการแพทย์
รูปแบบการรับประทานขิง
ขิงรับประทานได้หลายรูปแบบ เลือกให้เหมาะกับความสะดวกและความชอบของแต่ละคน
- ขิงสดในอาหาร ใส่ในแกง ผัด ต้ม หรือซุป เป็นวิธีที่ง่ายและพบได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน
- น้ำขิงหรือชาขิง ใช้ขิงสดหั่นบางหรือทุบ ต้มกับน้ำ ควรระวังไม่ใส่น้ำตาลมากเกินไป
- ผงขิง ใช้ชงเครื่องดื่มหรือปรุงอาหาร
- แคปซูลหรือสารสกัด สะดวกและกำหนดปริมาณได้ง่ายกว่า
หากเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขิง ให้รับประทานตามวิธีและปริมาณที่ระบุบนฉลากเท่านั้น และไม่ควรเพิ่มปริมาณเองเพราะคิดว่าจะได้ประโยชน์มากขึ้น
ข้อควรระวังในการรับประทานขิง
แม้ขิงจะเป็นวัตถุดิบในครัว แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคนในทุกปริมาณ หากรับประทานมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือไม่สบายท้องได้
มีข้อมูลว่าขิงอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่รับประทานยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือดจึงควรระมัดระวัง และควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนการผ่าตัดว่ารับประทานขิงหรือผลิตภัณฑ์ที่มีขิงอยู่
กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานในปริมาณมากหรือในรูปแบบอาหารเสริม ได้แก่
- ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
- ผู้ที่ใช้ยาเบาหวาน
- ผู้ที่ใช้ยาลดความดันโลหิต
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่นเป็นประจำ
หากรับประทานแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องมาก ผื่นขึ้น หรือใจสั่น ควรหยุดรับประทานและไปพบแพทย์
สรุป
ขิงเป็นสมุนไพรที่ใช้ในชีวิตประจำวันและมีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญามายาวนาน การรับประทานอย่างพอเหมาะในอาหารและเครื่องดื่มเป็นวิธีที่คุ้นเคยและเข้าถึงง่าย แต่ควรสังเกตร่างกายตัวเอง และไม่ควรใช้ขิงหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแทนการดูแลทางการแพทย์ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
